หน้าแรก / บทความ / AI & LLM
AI & LLM วิเคราะห์จากสเปค + รีวิว

วิเคราะห์และรีวิว: ส่วนแบ่งตลาด ChatGPT หลุดต่ำกว่า 50% ครั้งแรก

เจาะลึกสาเหตุที่ ChatGPT เสียส่วนแบ่งตลาดแชทบอท AI ลงมาต่ำกว่า 50% เป็นครั้งแรก ท่ามกลางการไล่บี้ของ Gemini, Claude และคู่แข่งรายอื่น

วิเคราะห์และรีวิว: ส่วนแบ่งตลาด ChatGPT หลุดต่ำกว่า 50% ครั้งแรก

> สรุปสั้นๆ

ChatGPT เสียบัลลังก์ผู้นำแบบเบ็ดเสร็จของตลาด AI chatbot เป็นครั้งแรก ส่วนแบ่งตลาดหลุดต่ำกว่าครึ่งหนึ่งแล้ว หลังคู่แข่งอย่าง Gemini และผู้เล่นรายอื่นไล่บี้ขึ้นมาเรื่อยๆ

รายงาน Sensor Tower’s State of AI Report 2026 (ข้อมูล ณ สิ้นเดือนพฤษภาคม 2026) ระบุว่า ChatGPT เหลือส่วนแบ่ง 46.4% ลดจากที่เคยเกิน 50% ในเดือนมกราคมของปีเดียวกัน Gemini ตามที่ 27.7% และ Claude ที่ 10.3%

สำหรับคนอ่านทั่วไป เรื่องนี้สำคัญเพราะมันสะท้อนว่าตลาด AI chatbot ไม่ได้ผูกขาดเจ้าเดียวอีกต่อไป ทางเลือกในมือผู้ใช้เยอะขึ้น การแข่งขันด้านฟีเจอร์และราคาก็จะดุเดือดขึ้นตามไปด้วย

สรุปสั้นสุด: ChatGPT ยังเป็นเบอร์หนึ่ง แต่ไม่ได้ครองตลาดเบ็ดเสร็จเหมือนก่อนแล้ว

ภาพรวมส่วนแบ่งตลาด AI chatbot ที่ ChatGPT หลุดต่ำกว่า 50% เป็นครั้งแรก

ตัวเลขที่ทำให้วงการ AI ต้องหันมามอง

ข้อมูลจาก Sensor Tower’s State of AI Report 2026 (สิ้นเดือนพฤษภาคม) บอกว่า ChatGPT เหลือส่วนแบ่งตลาด 46.4% ลดลงจากที่เคยเกิน 50% ในเดือนมกราคมของปีเดียวกัน Gemini ตามมาเป็นอันดับสองที่ 27.7% Claude อยู่อันดับสามที่ 10.3% ส่วนที่เหลืออย่าง Grok, Perplexity, DeepSeek และ Meta AI รวมกันไม่ถึง 5%

ถ้ามองที่จำนวนผู้ใช้ต่อเดือน ภาพรวมยิ่งชัด: ChatGPT ยังนำที่ 1.1 พันล้านคน, Gemini 662 ล้านคน, Claude 245 ล้านคน — เจ้าตลาดยังใหญ่ที่สุดในเชิงปริมาณ แต่ช่องว่างเริ่มแคบลงเรื่อยๆ ในเชิง growth rate

ที่น่าสนใจกว่าเปอร์เซ็นต์คือ “จังหวะการเลื่อน” — ChatGPT ใช้เวลาเพียงไม่กี่เดือน (มกราคม→พฤษภาคม 2026) เพื่อหลุดจากเกณฑ์ครึ่งตลาดที่เคยครองมาต่อเนื่อง กลายเป็น “ผู้นำที่ไม่ได้มีอิทธิพลเบ็ดเสร็จ” ในเวลาแค่ไตรมาสเดียว

ตอนที่เพื่อนร่วมทีมเลิกเปิด ChatGPT ไปเงียบๆ

สังเกตไหมว่าช่วงหลังในกลุ่มแชทงาน คนเริ่มแปะลิงก์ Claude หรือ Gemini แทน ChatGPT บ่อยขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่มีใครประกาศว่า “เปลี่ยนแล้วนะ” มันแค่ค่อยๆ เกิดขึ้นเอง

บางคนสลับไปเพราะ Gemini ผูกกับ Google Workspace ที่ใช้อยู่แล้ว บางคนใช้ Claude เพราะ context window ยาวกว่าเวลาทำงานเอกสารยาวๆ ไม่มีใครยกเลิก ChatGPT แบบดราม่า แค่เปิดแอปอื่นบ่อยขึ้นทีละนิด

นี่แหละคือจุดที่น่าสนใจ ตลาด AI chatbot ไม่ได้เสียแชร์เพราะโปรดักต์แย่ลง แต่เพราะทางเลือกมันเยอะขึ้นและแต่ละตัวเก่งคนละด้าน คำถามคือ อะไรทำให้คนที่เคยติดแบรนด์เดิมยอมสลับไปง่ายๆ ขนาดนี้

ตอนนี้ ChatGPT ยังเป็นเบอร์ 1 ของตลาด AI chatbot อยู่ แต่คำว่า “หลุด 50%” มีความหมายมากกว่าตัวเลขลอยๆ นะ — มันคือสัญญาณว่าตลาดเปลี่ยนจาก “ผู้เล่นเดียวครองสนาม” ไปเป็น “หลายเจ้าแบ่งเค้ก” แบบถาวร

Gemini แทรกเข้ามาผ่าน Android ที่ติดมากับเครื่องอยู่แล้ว ส่วน Claude และ Grok ก็แย่งพื้นที่เฉพาะทางไปคนละก้อน โครงสร้างแบบนี้ต่างจากยุคที่ ChatGPT ผูกขาดคำว่า “AI chatbot” ในหัวคนทั่วไป

สิ่งที่เปลี่ยนไม่ใช่คุณภาพของ ChatGPT เอง แต่คือ “default choice” ของผู้ใช้ทั่วไปเริ่มไม่แน่นอนอีกต่อไป เมื่อมีตัวเลือกที่เข้าถึงง่ายพอๆ กันเกลื่อนหน้าจอมือถือ การหลุดครึ่งหนึ่งของตลาดจึงเป็นจุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่แค่ความผันผวนรายเดือน

Gemini และ Claude ค่อยๆ แทรกเข้ามาในหน้าจอผู้ใช้จนเปลี่ยนพฤติกรรม default choice

ChatGPT เมื่อปีก่อน เทียบกับ ตอนนี้ เกิดอะไรขึ้นระหว่างทาง

ลองวางสองช่วงเวลาเทียบกันตรงๆ จะเห็นชัดว่าอะไรคือตัวแปรที่ขยับ

Factor ChatGPT ช่วงพีคChatGPT ตอนนี้
ตำแหน่งตลาด ผู้นำแบบทิ้งห่าง คู่แข่งตามไม่ทันส่วนแบ่งหลุดครึ่งหนึ่งของตลาดเป็นครั้งแรก
การรับรู้ของผู้ใช้ทั่วไป คำแรกที่นึกถึงเวลาพูดถึง AI chatbotหนึ่งในตัวเลือกที่ต้องเทียบกับเจ้าอื่นก่อนเปิดใช้
จุดแข็งที่เคยเป็นข้อได้เปรียบ มาก่อน ผู้ใช้ผูกพันเป็นนิสัยคู่แข่งตามทันเรื่อง feature parity แล้ว
แรงกดดันจากคู่แข่ง แทบไม่มีเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากหลายฝั่งพร้อมกัน

จุดเปลี่ยนไม่ได้มาจากเหตุการณ์เดียว แต่เป็นการสะสมของ “ทางเลือกที่ดีพอ” ที่โผล่ขึ้นมาเรื่อยๆ จนความเคยชินเดิมของผู้ใช้เริ่มสั่นคลอน

ฟีเจอร์ที่ควรรักษาผู้ใช้ไว้ได้ แต่ทำไมคนยังไหลออก

memory ที่จำบทสนทนาก่อนหน้าได้ เคยเป็นจุดขายที่ทำให้คนไม่อยากย้ายค่าย เพราะเสียดายประวัติการคุยที่สะสมมา แต่ตอนนี้คู่แข่งหลายเจ้าก็มี context จำยาวไม่ต่างกันแล้ว ความได้เปรียบตรงนี้เลยจางลง

custom GPTs ก็เหมือนกัน — ตอนออกใหม่ๆ คือฟีเจอร์ที่ดึงคนสาย workflow เฉพาะทางไว้ได้ดี แต่พอแพลตฟอร์มอื่นเปิดให้สร้าง agent/assistant ปรับแต่งได้ในระดับใกล้เคียงกัน เหตุผลที่ต้องอยู่กับ ChatGPT ก็เบาลง

ส่วน voice mode ที่เคยรู้สึกล้ำตอนเปิดตัว วันนี้กลายเป็นมาตรฐานที่แอปคู่แข่งก็ทำได้ไม่ต่างกันมากนัก ecosystem ที่เชื่อมกับปลั๊กอินและเครื่องมือภายนอกก็เช่นกัน — เคยเป็นกำแพงกั้นคนย้าย แต่ตอนนี้กลายเป็นแค่ “มีเหมือนกัน” ไม่ใช่ “มีคนเดียว” อีกต่อไป

ChatGPT เทียบกับ Gemini เทียบกับ Claude ตอนนี้ใครได้เปรียบเรื่องไหน

แต่ละเจ้าเก่งคนละด้าน ไม่มีใครเหนือกว่าแบบขาดลอยเหมือนก่อน Gemini ได้เปรียบเรื่องผูกกับ Google Workspace (Docs, Gmail, Sheets) ตรงๆ ส่วน Claude ถูกดันไปทาง coding และงานที่ต้องอ่านเอกสารยาวๆ อย่างละเอียด Perplexity เด่นเรื่องค้นข้อมูลพร้อมอ้างอิงแหล่งที่มาชัดเจน แข่งพวก search โดยตรง ChatGPT ยังคุมความกว้างของ use case ไว้ได้ (เขียน, โค้ด, คุย, plugin) แต่ก็ไม่ได้แปลว่าคู่แข่งตามไม่ทันอีกแล้ว

Factor ChatGPTGeminiClaudePerplexity
จุดแข็งหลัก ครอบคลุมทุกงานผูก Google ecosystemโค้ด + เอกสารยาวค้นหาพร้อมอ้างอิง
Integration Plugin หลากหลายWorkspace ในตัวจำกัดกว่าเน้น search เท่านั้น
Ecosystem lock-in ลดลงแข็งแรงถ้าใช้ Google อยู่แล้วกำลังโตเฉพาะทาง

ChatGPT ยังคุมตลาดเพราะ ecosystem ที่ผูกคนไว้นาน — ปลั๊กอินเยอะ ความคุ้นเคยของผู้ใช้ทั่วไปสูง และแบรนด์แข็งที่สุดในหมวด AI chat มาตั้งแต่ต้น แต่ช่องโหว่ก็ชัดขึ้นเรื่อยๆ พอ Gemini ผูกกับ Workspace ได้ลึกกว่า และ Perplexity ตอบพร้อมอ้างอิงที่คนไว้ใจง่ายกว่าในงานค้นข้อมูล คนที่ใช้ Google อยู่แล้วในชีวิตประจำวันจึงเริ่มขยับไปทดลองทางเลือกอื่นมากขึ้น

ข้อดี

  • +Ecosystem plugin หลากหลายที่สุดในตลาด ครอบคลุมงานได้กว้าง
  • +แบรนด์แข็งแรง เป็นตัวเลือกแรกที่คนนึกถึงเวลาพูดถึง AI chat

ข้อเสีย

  • Integration จำกัดกว่าคู่แข่งที่ผูกกับ ecosystem ตัวเอง เช่น Gemini กับ Google Workspace
  • งานค้นหาพร้อมอ้างอิงยังสู้ Perplexity ไม่ได้ในสายตาคนที่เน้นความน่าเชื่อถือของแหล่งที่มา

ราคาที่ต้องจ่ายจริงถ้าตลาดไม่ผูกกับเจ้าเดียวอีกต่อไป

ตัวเลขส่วนแบ่งตลาดที่ลดลงบอกอะไรมากกว่าที่เห็น — ทีมที่ผูก workflow ทั้งหมดไว้กับ ChatGPT API เพียงเจ้าเดียวเริ่มเจอความเสี่ยงชัดขึ้น เพราะ pricing power ของ OpenAI จะลดลงตามสัดส่วนตลาดที่หายไป

ที่น่ากังวลคือต้นทุนที่มองไม่เห็นตอน migrate ไป provider อื่น: prompt ที่ tune มาเฉพาะโมเดล, integration ที่ผูกกับ API เฉพาะทาง, และเวลาทีม dev ที่ต้อง re-test ทั้งระบบ ไม่ใช่แค่เปลี่ยน endpoint แล้วจบ

ระยะยาว การแข่งขันที่มากขึ้นอาจกดราคา API ลง ซึ่งดีต่อธุรกิจที่ยังไม่ผูกมัด แต่ทีมที่ lock-in ไปแล้วอาจต้องแบกทั้งต้นทุน migrate และเสียโอกาสได้ราคาที่ถูกลงจากคู่แข่งไปพร้อมกัน คำแนะนำเชิงคุณภาพคือ ออกแบบ layer กลางที่สลับ provider ได้ตั้งแต่ต้น ดีกว่ามาแก้ทีหลัง

หลังตัวเลข 46.4% แล้วสนามจะเดินไปทางไหน

คำถามที่น่าสนใจกว่าคือ ใครจะเป็นคนกำหนดมาตรฐานถัดไปของ AI assistant — ฝั่งที่ตอบเร็วสุด หรือฝั่งที่ผูกกับ ecosystem ที่ผู้ใช้ใช้อยู่แล้ว เช่น search, office suite, หรือมือถือ เพราะ market share ที่ลดลงของเจ้าตลาดเดิม มักตามมาด้วยการรีบออกฟีเจอร์ใหม่ถี่ขึ้น ซึ่งกดดันให้ทุกเจ้าต้องไล่ตามกันเร็วขึ้นไปอีก

สิ่งที่ควรติดตามต่อจากนี้: ราคา API ของแต่ละค่ายในไตรมาสหน้า, การประกาศ partnership ใหม่ๆ ที่ฝัง AI เข้ากับ platform เดิม, และ benchmark ที่วัด real-world use case มากกว่าคะแนนสอบทั่วไป ถ้าอยากตัดสินใจแม่นสำหรับทีมตัวเอง ให้ดูที่ 3 จุดนี้แทนการไล่ตามข่าว market share รายเดือน

สัญญาณโครงสร้างของตลาด AI chatbot หลังยุค ChatGPT ผูกขาด — หลาย provider แบ่งพื้นที่กันเฉพาะทาง